ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

5 ก.ย.

ใบความรู้ที่  1

 ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยในการคิดเลขและแก้ปัญหาต่างๆ  แต่กว่าจะมาเป็นคอมพิวเตอร์ได้นั้น  ได้ผ่านขั้นตอนของการพัฒนามาหลายขั้นตอน           การทำงานของคอมพิวเตอร์  ประกอบด้วย  หน่วยสำคัญ  5 หน่วย ได้แก่  หน่วยรับเข้า  หน่วยประมวลผลกลาง  หน่วยความจำหลัก  หน่วยความจำรอง  และหน่วยส่งออก

คอมพิวเตอร์ได้ผ่านการพัฒนามาหลายยุค  เราอาจแบ่งยุคของพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ได้ดังนี้

ด้วยการแบ่งตามพัฒนาการด้านฮาร์ดแวร์  แบ่งได้เป็น   4  ยุค คือ

  1. ยุคหลอดสุญญากาศ
  2. ยุคทรานซิสเตอร์
  3. ยุควงจรรวม  หรือไอซี
  4. ยุคไมโครโพรเซสเซอร์ หรืออาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  ยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ยุคที่  1 ยุคหลอดสุญญากาศ

                เริ่มขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่  2  ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อ  ENIAC  ขึ้นใช้  เพื่อใช้ประมวลผลในสงคราม  เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งมีขนาดใหญ่โตมาก  และมีความร้อนสูงมากในระหว่างการทำงานซึ่งทำให้เกิดชำรุดเสียหายได้ง่าย

ยุคที่  2  ยุคทรานซิสเตอร์

                เป็นคอมพิวเตอร์ที่เริ่มมีการใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง  คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม (main  frame  computer) สำหรับใช้ในองค์กรขนาดใหญ่  การโปรแกรมและการป้อนข้อมูลใช้เทปกระดาษเจาะรู  ส่วนผลลัพธ์ของการประมวลผลจะพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ไลน์พรินเตอร์ (line printer)  บนกระดาษต่อเนื่อง

ยุคที่  3 ยุควงจรรวม  หรือไอซี

เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลงและมีสมรรถนะสูงขึ้นมาก  ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาอุปกรณ์นำเข้าและส่งออกที่ใช้ง่าย มีประสิทธิภาพสูงขึ้น   จอภาพแสดงผลแบบซีอาร์ทีใช้เทปแม่เหล็กในการบันทึกข้อมูล  และมีการพัฒนาระบบผู้ใช้หลายคน (multiuser) ที่สามารถใช้เครื่องพร้อมกันได้ คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีทั้งแบบเมนเฟรมและแบบมินิ คอมพิวเตอร์

ยุคที่  4  ยุคไมโครโพรเซสเซอร์

เป็นยุคล่าสุดในลำดับพัฒนาการของคอมพิวเตอร์  ไมโครโพรเซสเซอร์เป็นวงจรรวมชนิดพิเศษ  ที่ย่อส่วนสำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์คือ  หน่วยประมวลผลกลาง (central  processing  unit :  CPU)  ลงอยู่ในไอซีซิปเพียงตัวเดียว โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า VLSI  คือการนำวงจรที่ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์หลายล้านตัวมาย่อส่วนลงในซิปเดียว   และในยุคนี้ได้มีการกำเนิดคอมพิวเตอร์ประเภทใหม่ขึ้น เรียกว่า  คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  หรือพีซี  (personal  computer:  PC)  เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีสมรรถนะสูง

ความหมายของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์หมายถึง เครื่องที่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งเป็นชุดโดยอัตโนมัติ  และสามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกได้โดยอัตโนมัติ

ประเภทของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง  ๆ  โดยใช้ความแตกต่างจากขนาดของคอมพิวเตอร์ ความจุของหน่วยความจำหลัก  ความเร็วในการประมวลผล  รวมทั้งราคาเป็นหลักคือ

  1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super   computer)  เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง ซึ่งมีความสามารถในการคำนวณด้วยความเร็วสูงมาก  จึงเหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณที่มีความซับซ้อนและต้องการความเร็วในการคำนวณสูง เช่น งานวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา  งานทำแบบจำลองโมเลกุลของสารเคมี  การคำนวณหาวงโคจรของดวงดาวทางดาราศาสตร์  คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูง
  2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe   computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง  แต่ประสิทธิภาพต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์  สำหรับสาเหตุที่ได้ชื่อว่า  เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากครั้งแรกที่สร้างคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ไว้บนฐานรองรับ ที่เรียกว่า แชสซีส์ (Chassis)  โดยเรียกฐานรองรับนี้ว่า  “เมนเฟรม”  เหมาะสำหรับการใช้งานทางด้านวิศวกรรมศาสตร์  วิทยาศาสตร์  และธุรกิจ  โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมาก ๆ เช่น  ธนาคารที่ต้องการตรวจสอบบัญชีลูกค้าหลายล้านบัญชี  งานของสำนักงานทะเบียนราษฎรที่เก็บรายชื่อประชาชกว่า  60  ล้านคน  พร้อมรายละเอียดต่าง ๆ
  3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini   computer)  เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะน้อยกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม  คือ  การทำงานช้าและควบคุมอุปกรณ์รอบข้างได้น้อยกว่า  จุดเด่นของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ คือราคาย่อมเยากว่าคอมพิวเตอร์เมนเฟรม  การจัดการและใช้งานไม่ยุ่งยากมากนัก   ใช้บุคคลในการทำงานที่ไม่มากนัก  มินิคอมพิวเตอร์เหมาะกับงานหลากหลายประเภทคือใช้งานได้ทั้งใน  งานวิศวกรรม  วิทยาศาสตร์   อุตสาหกรรม มินิคอมพิวเตอร์ เป็นที่นิยมใช้ตามสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาต่าง  ๆ และหน่วยงานราชการ
  4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro   computer)  เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถใช้ทำงานได้ครั้งละหนึ่งคน  เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” (Personal  Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย  ลักษณะของไมโครคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ดังนี้   เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานทั่วไป  ที่เรียกว่า  Desktop  Models ,เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก  หรือ  Notebook  Computer หรือ Laptop Computer ,เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดฝ่ามือ  หรือ  Handheld  Personal  Computer

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

                องค์ประกอบที่สำคัญประกอบด้วย  3   องค์ประกอบ คือ  ฮาร์ดแวร์  ซอฟแวร์  และบุคลากร

ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

                หมายถึงลักษณะทางกายของระบบคอมพิวเตอร์  โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงส่วนประกอบของตัวเครื่องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่สามารถจับต้องได้  เช่น  จอภาพ  เครื่องพิมพ์   สามารถแบ่งส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์ได้เป็น  4  ส่วนสำคัญดังนี้

  1. หน่วยรับเข้า (Input Unit) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้งาน  โดยรับคำสั่งหรือข้อมูลจากผู้ใช้แล้วแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้และนำไปให้งานได้  เช่น เมาส์  คีย์บอร์ด  สแกนเนอร์
  2. หน่วยประมวลกลาง(Central  Processing Unit :CPU)   เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ  ซีพียู  ประกอบด้วยหน่วยย่อย  3  หน่วยได้แก่
  • หน่วยคำนวณ (Arithmetic  and  Logical  Unit :ALU)  ทำหน้าคำนวณค่าทางคณิตศาสตร์และทางตรรกศาสตร์
  • หน่วยควบคุม  (Control  Unit  :CU) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของส่วนต่าง ๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง  และประสานงานกับอุปกรณ์ภายนอก
  • หน่วยความจำรีจีสเตอร์ (Register) เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่อยู่ภายในหน่วยประมวลผลกลาง  ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ไม่มากนัก  ทำหน้าที่พักข้อมูลเพื่อรอการประมวลผลหรือคำนวณ   หรือพักข้อมูลหลังจากที่ทำการคำนวณหรือประมวลผลแล้ว

3.   หน่วยแสดงผลข้อมูล (Output  Unit )   ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์หลังจากที่ได้ทำการประมวลผลจากหน่วยประมวลผล  ตัวอย่างของหน่วยแสดงผล เช่น   จอภาพ   เครื่องพิมพ์  ลำโพง

4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง  (Secondary  Storage  Unit)  ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเพื่อรอการประมวลผล หรือเก็บข้อมูลหลังจากที่ได้ทำการประมวลผลเรียบร้อยแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  ประเภทคือ

  • หน่วยความจำหลัก  เป็นหน่วยความจำที่สนับสนุนการทำงานของหน่วยประมวลผลกลางโดยตรง  ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลเพื่อพักไว้สำหรับส่งต่อไปยังหน่วยส่งออก  เช่น  แรม
  • หน่วยความจำรอง   โดยมากเป็นหน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่  แต่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลต่ำกว่า  ใช้เป็นที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมซึ่งต้องการเก็บอย่างคงทน  เช่น  ฮาร์ดดิสก์   ซีดี   ดีวีดี  แผ่นบันทึกข้อมูล เป็นต้น

ซอฟต์แวร์ (Software)

                หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน

ชนิดของซอฟต์แวร์ 

ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีมากมาย  สามารถแยกชนิดของซอฟต์แวร์ตามสภาพการทำงานได้  2  ประเภท  คือ

  • ซอฟต์แวร์ระบบ  (System  software)
  • ซอฟต์ประยุกต์  (Application  software)
  1. ซอฟต์แวร์ระบบ  (System  software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการกับระบบพื้นฐานที่จำเป็นของเครื่องคอมพิวเตอร์  โดยส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้บนแผงวงจรหลักที่เรียกว่า  รอมไบออส  (ROM  BIOS)  ซึ่งจะถูกกำหนดโดยโรงงานที่ผลิตอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในหน่วยสำรองข้อมูล ซึ่งก็หมายถึงระบบปฏิบัติการต่าง  ๆ  เช่น  ระบบปฏิบัติการวินโดว์  98  หรือ  วินโดว์  XP  หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
  • จัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออกพื้นฐาน
  • จัดการหน่วยความจำ
  • เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์
  1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application  software) หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีผู้พัฒนาเพื่อใช้งานทั่วไปทำให้การทำงานสะดวกขึ้น  หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะงานซึ่งผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานที่ต้องการ

บุคลากร (People ware)

หมายถึงบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้  นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์

ใบความรู้ที่ 2 ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์มีประโยชน์กับเรามากมาย เช่น

  1. การใช้งานภาครัฐ งานทะเบียนราษฎร์ของรัฐบาล เช่น การแจ้งเกิด ตาย ย้ายที่อยู่ การทำบัตรประจำตัวประชาชน งานภาษี เช่น ยื่นแบบประเมินภาษีภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต เก็บทะเบียนประวัติผู้เสียภาษี ตรวจสอบการเสียภาษี
  2. งานสายการบิน การสำรองที่นั่งผู้โดยสาร การลดงานเอกสาร
  3. ทางด้านการศึกษา สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียนออนไลน์ให้กับผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล
  4. ธุรกิจการนำเข้าสินค้าและส่งออก การทำธุรกิจแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  5. ธุรกิจธนาคาร ช่วยด้านงานข้อมูลธนาคาร รับ-จ่ายเงิน เก็บประวัติลูกค้า ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ
  6. วิทยาศาสตร์และการแพทย์ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของคนไข้ วิจัย คำนวณ และ การจำลองแบบ
  7. งานสถาปนิก ช่วยออกแบบ เขียนแบบ หรือทำแบบจำลองสามมิติ
  8. งานภาพยนตร์ การ์ตูน แอนิเมชัน ช่วยสร้างตัวการ์ตูนเคลื่อนไหว ออกแบบตัวการ์ตูน จำลองตัวการ์ตูนสามมิติ การตัดต่อภาพยนตร์
  9. งานด้านสถิติ ช่วยเก็บบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ จำลองแบบข้อมูล และการเผยแพร่ข้อมูล
  10. ด้านนันทนาการ ช่วยให้ความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ เล่นเกม

 

About these ads

5 Responses to “ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์”

  1. กีตาร์ กันยายน 6, 2012 ที่ 2:24 pm #

    ^^

  2. ไกร กันยายน 6, 2012 ที่ 2:25 pm #

    ขอบคุณสำหรับเริ่องคอมพิวเตอร์นะ ทำให้เข้าใจมากขึ้นเยอะเลยหละ^^

  3. ไกร กันยายน 6, 2012 ที่ 2:27 pm #

    ขอบคุณมากนะ ทำให้เข้าใจเรื่องคอมพิวเตอร์เยอะขึ้นมากเลย^^

  4. ☺....☺ กันยายน 6, 2012 ที่ 2:28 pm #

    ความรู้ล้วนๆ

  5. BIrd กันยายน 7, 2012 ที่ 1:04 pm #

    สาระดีๆๆมีเยอะอ่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

hellobaitoei

A great WordPress.com site

Faithbuddha

ตถาคตโพธิสัทธา

Smile! You’re at the best WordPress.com site ever

herovongola

Smile! You’re at the best WordPress.com site ever

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 77 other followers

%d bloggers like this: